LAND AND HOUSES FUND MANAGEMENT CO.,LTD

ข่าวสารและกิจกรรม

สรุปภาวะตลาด



 

LHSPACE: เข้าถึงธีม Space Economy ในช่วงการเติบโตเร่งตัว จากแรงหนุนนโยบายรัฐสู่รายได้จริงของบริษัทเอกชน
 
Key Takeaways

  • ‘Space Economy’ กำลังก้าวขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก โดย World Economic Forum คาดว่า ‘เศรษฐกิจอวกาศ’ จะเติบโตเฉลี่ยราว ~9% ต่อปี ในช่วง 2023–2035 ขณะที่ภาครัฐ เช่น NASA ทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง (catalyst) เปิดทางให้ภาคเอกชนขยายการลงทุนอวกาศทั้งในเชิงธุรกิจและเชิงยุทธศาสตร์
  • การลดต้นทุนการปล่อยจรวดและโครงสร้าง LEO คือ หัวใจของ New Space Economy โดยเทคโนโลยีจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ช่วยลดต้นทุนต่อเที่ยวบิน และเครือข่ายดาวเทียม LEO ทำให้การสื่อสารรวดเร็วและขยายบริการได้ทั่วโลก ตั้งแต่อินเทอร์เน็ต ข้อมูลจากอวกาศ การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม ร่วมกันเปลี่ยนอวกาศจาก  ‘การสำรวจ’ สู่ ‘การใช้งานจริง’
  • รัฐยกระดับ Space เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ และการเพิ่มงบ Defense ร่วมกับสัญญาระยะยาวส่งผลให้งบประมาณรัฐเป็นรายได้ที่เร่งขึ้น ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอของบริษัทอวกาศ
  • LHSPACE เป็นกองทุนแรกในประเทศไทยที่มุ่งลงทุนในเศรษฐกิจอวกาศอย่างแท้จริง ตอบโจทย์การลงทุนเชิงโครงสร้างระยะยาว ด้วยการลงทุนแบบ Active ครอบคลุมทั้ง Value Chain
เศรษฐกิจอวกาศกำลังก้าวขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก จากการเติบโตที่เร่งตัวและบทบาทของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น โดยภาครัฐ เช่น NASA ทำหน้าที่เป็น catalyst เปิดทางให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว ส่งผลให้เทคโนโลยีอวกาศพัฒนาเกินกว่าการสำรวจ และกลายเป็น ‘ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์’ ที่มีบทบาทต่อ เศรษฐกิจ ความมั่นคง การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการขับเคลื่อนเป้าหมายด้าน ESG

ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอวกาศ World Economic Forum คาดว่าจะ เติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 2023–2035 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยราว 9% ต่อปี สะท้อนศักยภาพการขยายตัวเชิงโครงสร้างในระยะยาว


ทำไม Space Economy จึงกลายเป็นแรงเปลี่ยนเกมของเศรษฐกิจโลก

การปฏิวัติต้นทุนการเข้าถึงอวกาศ คือจุดเปลี่ยนของ ‘New Space Economy’ จากการลดลงอย่างก้าวกระโดดของต้นทุนการปล่อยจรวด อันเกิดจากเทคโนโลยี ‘Reusable Rockets’ การใช้วัสดุขั้นสูง เช่น Stainless Steel และ Carbon Composite รวมถึงกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง การนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ได้  ส่งผลให้ต้นทุนต่อเที่ยวบินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างให้กับอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนทั่วโลกเร่งปล่อยดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) จากจุดเด่นด้านต้นทุนที่ต่ำ การสื่อสารหน่วงต่ำ (Low-latency communication) หรือการสื่อสารที่ข้อมูลไปถึงปลายทางแทบจะทันที ไร้การดีเลย์ เนื่องจากโคจรใกล้พื้นโลก (ราว 160–2,000 กม.) ทำให้ความสามารถบริการเชิงพาณิชย์เร่งขึ้น ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ข้อมูลจากอวกาศ การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม ไปจนถึง IoT

เมื่อ ‘ต้นทุนการปล่อยจรวดที่ลดลง’ ผสานกับ ‘โครงสร้าง LEO’ เครือข่าย LEO constellation จึงกลายเป็นกลไกสำคัญที่เร่งการใช้งานอวกาศทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้อวกาศสามารถนำมาใช้สร้างโมเดลธุรกิจได้จริง ควบคู่กับการรองรับภารกิจด้านการสื่อสาร การบริหารจัดการข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อความมั่นคง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนจาก ‘อวกาศเพื่อการสำรวจ’ สู่ ‘อวกาศเพื่อการใช้งานเชิงธุรกิจและความมั่นคง’

ทำไม ‘ตอนนี้’ คือจังหวะสำคัญในการลงทุนในกองทุนอวกาศ

1. อุตสาหกรรมอวกาศเห็นความถี่ในการปล่อยจรวดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


ในปี 2025 โลกมีความพยายามปล่อยจรวดสู่วงโคจรทั้งหมด 329 ครั้ง โดย 321 ครั้งประสบความสำเร็จ นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้นำอย่างชัดเจนด้วย 181 ภารกิจ ขณะที่ จีน ตามมาเป็นอันดับสองที่ 92 ภารกิจ การเพิ่มขึ้นดังกล่าวขับเคลื่อนโดยความถี่การปล่อยเชิงพาณิชย์ที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะการติดตั้งดาวเทียมแบบกลุ่มใหญ่ (satellite constellation) และการขยายการใช้งานจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ (reusable launch) สะท้อนอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากทั้งภาครัฐและเอกชน

หนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นคือ Rocket Lab ซึ่งเป็นผู้ให้บริการปล่อยจรวดรายใหญ่อันดับสองรองจาก SpaceX (ปี 2025 ปล่อยรวม 170 ภารกิจ) โดย Rocket Lab สามารถเพิ่มความถี่การปล่อยจรวด Electron และทำสถิติสูงสุดที่ 21 ภารกิจในปีงบประมาณ 2025 (จาก 16 ภารกิจในปี 2024) สะท้อนความสามารถเชิงปฏิบัติการและความได้เปรียบด้านการดำเนินงาน ขณะที่ Morgan Stanley คาดว่า บริษัทจะปล่อยจรวด Neutron ครั้งแรกในช่วงต้นปี 2026 พร้อมขยายระดับการปล่อยจรวด Electron อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมอวกาศในปี 2026

2. รัฐยกระดับ Space เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์

2.1 Executive Order ยกระดับ Space สู่ Strategic Infrastructure
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order: EO) “Ensuring American Space Superiority” เพื่อยกระดับอวกาศ (Space) จากเทคโนโลยีเฉพาะทางสู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ หัวใจของ EO คือ การผลักดันให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ ตั้งแต่การสำรวจ การปล่อยจรวด ดาวเทียม ไปจนถึงบริการเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างและเพิ่มความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อให้การลงทุนด้านอวกาศมีประสิทธิภาพและขยายตัวได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ ‘อวกาศเป็นหัวใจของระบบป้องกันประเทศยุคใหม่’ เนื่องจากบทบาทสำคัญในการป้องกันขีปนาวุธ การตรวจจับและรับมือภัยคุกคามตั้งแต่วงโคจรต่ำ (LEO) ไปจนถึงพื้นที่ cislunar ซึ่งเป็นแกนหลักของโครงการ Golden Dome ส่งผลให้งบประมาณด้านกลาโหมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบอาวุธแบบดั้งเดิม แต่ขยายมาสู่การลงทุนในขีดความสามารถด้านอวกาศอย่างเป็นระบบ Goldman Sachs มองว่า Defense ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวขับเคลื่อนงบประมาณและนโยบาย’ ขณะที่ Space คือ ‘โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์’

2.2 งบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของ Space Ecosystem
ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณผลักดันงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ ล่าสุด เพิ่มเป็นราว USD 1.5 ล้านล้านในปี 2027 โดยทรัมป์ระบุว่า งบกลาโหมจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นเพื่อเสริมความพร้อมและความมั่นคงของประเทศ และสร้าง ‘กองทัพในอุดมคติ’ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ซึ่ง ‘บทบาทหลักของ Space ในยุทธศาสตร์ Defense สมัยใหม่’ ครอบคลุมระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมที่มีความทนทานต่อการโจมตี (Satellite-based communication) การเฝ้าระวังและข่าวกรองจากอวกาศแบบเรียลไทม์ (Earth Observation และ Geospatial Intelligence) ระบบเตือนภัยและติดตามขีปนาวุธแบบเรียลไทม์ที่ต้องอาศัยเครือข่ายดาวเทียมจำนวนมาก (Missile warning & tracking) ตลอดจน Data Sovereignty ซึ่งรัฐต้องควบคุมการเข้าถึงข้อมูลจากอวกาศด้วยตนเอง

3. รายได้ที่จับต้องได้ของบริษัท Space เริ่มสะท้อนจากงบประมาณภาครัฐ

3.1 การทยอยรับสัญญารัฐของบริษัท Space อาทิ
  • Planet Labs ได้รับสัญญาระยะยาวจากรัฐบาลสวีเดน ต่อเนื่องจากญี่ปุ่นและเยอรมนี โดยรัฐบาลเลือกใช้
Planet เป็นผู้ให้บริการข้อมูลข่าวกรองจากอวกาศ สะท้อนแนวโน้มที่รัฐให้ความสำคัญกับ sovereign access to data มากกว่าข้อมูลเชิงพาณิชย์ทั่วไป
  • MDA Space ได้รับสัญญา IDIQ (กรอบสัญญาระยะยาวที่รัฐสามารถสั่งงานได้ภายในวงเงินและระยะเวลา
ที่กำหนด) ภายใต้โครงการ SHIELD ของหน่วยงานป้องกันขีปนาวุธสหรัฐฯ (U.S. Missile Defense Agency) เพื่อสนับสนุนระบบอวกาศในภารกิจป้องกันขีปนาวุธและการเฝ้าระวังจากอวกาศ
  • AST Space Mobile ได้รับคัดเลือกเป็นผู้รับสัญญาหลัก (Prime Contractor) ในโครงการ SHIELD
เช่นเดียวกัน ถือเป็นการยืนยันศักยภาพของเทคโนโลยี space-based cellular broadband (เทคโนโลยีที่ใช้ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตและมือถือตรงถึงสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องพึ่งเสาสัญญาณภาคพื้นดิน) ของบริษัท
  • Rocket Lab ได้รับสัญญาหลักมูลค่า 816 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก Space Development Agency
(SDA) เพื่อออกแบบและผลิตดาวเทียม 18 ดวง สำหรับโครงการ Tracking Layer Tranche 3 โดยทำหน้าที่เป็นผู้รับเหมาหลัก จัดหาดาวเทียมที่ติดตั้ง เซ็นเซอร์เตือนภัยและติดตามขีปนาวุธขั้นสูง
 
3.2 โครงสร้างงบ Defense รูปแบบใหม่ เพิ่มความชัดเจนของรายได้ระยะยาว
งบประมาณกลาโหมรอบใหม่มีลักษณะเป็นการผูกพันระยะยาว (multi-year commitment) ไม่ผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ และมุ่งลงทุนในระบบที่ต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา มากกว่าการจัดซื้อแบบครั้งคราว โดยโครงสร้างการจัดซื้อเปลี่ยนไปสู่สัญญา IDIQ และสัญญาบริการระยะยาว ส่งผลให้งบ Defense ไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมอาวุธ แต่ไหลเข้าสู่ขีดความสามารถด้านอวกาศ (Space-based capabilities) อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง


ทำไมจึงควรลงทุนในกองทุน ‘LHSPACE’

1. กองทุน LHSPACE เป็นกองทุนแรกในประเทศไทยที่มุ่งลงทุนในเศรษฐกิจอวกาศอย่างแท้จริง โดยเป็น Active Fund ที่คัดเลือกหุ้นรายตัวเชิงคุณภาพ มากกว่าการกระจายการลงทุนในวงกว้าง มุ่งเน้นบริษัทที่มีบทบาทเชิงโครงสร้างและมีศักยภาพสร้างมูลค่าในระยะยาว

2. กองทุนเปิดรับโอกาสการลงทุน ตลอดทั้ง Value Chain ของเศรษฐกิจอวกาศ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ Upstream: ระบบปล่อยจรวด ดาวเทียม และโครงสร้างพื้นฐานในวงโคจร Midstream: ระบบภาคพื้นดิน การสื่อสาร ความปลอดภัยไซเบอร์ และโครงสร้างข้อมูล และ Downstream: การใช้ข้อมูลและโครงสร้างอวกาศต่อยอดเป็นบริการและธุรกิจใหม่ เช่น Connectivity, Mobility, IoT และ AI
โดยสรุป กองทุน LHSPACE มุ่งลงทุนในธีมโครงสร้างระยะยาวผ่านกองทุนหลักของ Neuberger Berman (Next Generation Space Economy Fund) โดยคัดเลือกบริษัทคุณภาพตลอดทั้งระบบนิเวศ Space Economy ที่กำลังพัฒนาอย่างเป็นโครงสร้าง ครอบคลุมตั้งแต่ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีตัวขับเคลื่อน ไปจนถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์และภารกิจด้านความมั่นคง
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยสะสมกองทุน LHSPACE เป็นกองทุน Satellite ของพอร์ตการลงทุน เพื่อเพิ่มการกระจายสู่ธีมเติบโตระยะยาว พร้อมกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ระดับ 10% จากราคาทุน เพื่อรักษาวินัยการลงทุนและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม


Source: World economic forum’ Goldman Sachs, Margan Stanley, Trading.com, Deutsche Bank
Date : 19 Jan 2026



คำเตือน

“ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต” เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

กรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ