กองทุนแนะนำ

KTB หุ้นปันผลที่ซ่อน "ธนาคารแห่งอนาคต" เอาไว้
KTB คือ แบงก์รัฐ ปันผลสม่ำเสมอ ที่ไม่มีอะไรหวือหวา แต่ภายใต้ภาพจำของแบงก์รัฐที่ดูเชื่องช้า KTB กำลังสร้างสิ่งที่ธนาคารไทยไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือธนาคารไร้สาขาที่เริ่มต้นด้วยฐานลูกค้าหลายสิบล้านคนตั้งแต่วันแรก และระหว่างที่กำลังสร้างธนาคารไร้สาขานี้ให้สมบูรณ์ ผู้ถือหุ้นก็ยังได้รับเงินปันผลระดับสูงในระหว่างรอ
ด้านที่มั่นคง ทำไม KTB ถึงเป็นสมอของพอร์ต
เริ่มจากสิ่งที่ทำให้ KTB น่าถือตั้งแต่วันนี้ KTB เป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นหลัก จุดแข็งคือความมั่นคง ฐานเงินกองทุนแข็งแรง และคุณภาพสินทรัพย์เสี่ยงต่ำกว่าคู่แข่ง จากการกันสำรองในระดับสูง ในแง่ผลตอบแทน KTB เป็นหนึ่งในธนาคารที่ให้เงินปันผลสูงที่สุดในกลุ่ม โดยรอบล่าสุด (ไตรมาส 1 ปี 2569) KTB อนุมัติปันผล 2.24 บาทต่อหุ้น ซึ่งรวมปันผลพิเศษ 0.60 บาท คิดเป็น Forward Yield ราว 8.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยหุ้นแบงก์ไทยที่ราว 6–8% ต่อปี นี่คือกระแสเงินสดที่เข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นทุกปี ไม่ว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง และในฐานะธนาคารรัฐ KTB คือ ผู้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเบิกจ่ายเม็ดเงินภาครัฐ ทั้งโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและงบลงทุนของประเทศ ทำให้ผลงานผูกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ มากกว่าความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ ดังที่ นายพงษ์สิทธิ์ ชัยวานิชศิริ ประธาน KTB เคยระบุว่าธนาคารใหญ่ของไทยเปรียบเสมือน “Proxy ของเศรษฐกิจประเทศ” (Proxy for the Country’s Economy) และนี่คือคุณสมบัติของหุ้นที่ "นิ่งและจ่ายปันผล" ซึ่งเป็นหัวใจของการลงทุนแบบผันผวนต่ำ
ด้านที่ซ่อนอยู่: เครื่องยนต์ดิจิทัลที่คนมองข้าม
KTB ไม่ได้เป็นแค่แบงก์รัฐที่นิ่ง ๆ แต่ คือ ผู้นำระบบชำระเงินดิจิทัลของประเทศ ผ่านแอปพลิเคชันอย่างเป๋าตังและถุงเงิน ที่มีฐานผู้ใช้หลายสิบล้านคนจากโครงการภาครัฐ พูดง่าย ๆ คือคนไทยเกือบทั้งประเทศเคยใช้บริการดิจิทัลของ KTB โดยที่หลายคนไม่รู้ตัว และเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 KTB ได้ต่อยอดจุดแข็งนี้สู่สนามใหม่อย่างเป็นทางการ นั่นคือการเปิดตัวธนาคารคลิกซ์ (CLICX) ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank แห่งแรกของไทย ที่ KTB จับมือกับ AIS และ OR จัดตั้งขึ้น หลังได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเพียง 1 ใน 3 ใบอนุญาตที่ออกให้ทั้งประเทศ และนี่ไม่ใช่แผนบนกระดาษอีกต่อไป CLICX เปิดให้บริการจริงแล้ว มีทั้งบัญชีเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 4% ต่อปีเพื่อดึงลูกค้า มีสินเชื่อส่วนบุคคล และเปิดบัญชีได้ผ่านแอปเป๋าตังและ My AIS โดยตรง ทั้งนี้โครงสร้างการถือหุ้นบอกชัดว่าใครเป็นผู้นำ KTB ถือหุ้น 41% ในบริษัทโฮลดิ้ง ตามด้วย AIS 39% และ OR 20% พร้อมมีสิทธิแต่งตั้งกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไป ทำให้ CLICX อยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของ KTB
พลังที่แท้จริงของดีลนี้ คือการรวมสามฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเข้าไว้ด้วยกัน ระบบธนาคารและข้อมูลการชำระเงินของ KTB เครือข่ายมือถือของ AIS และเครือข่ายค้าปลีกของ OR ทั้งปั๊ม PTT Station และ Café Amazon ธนาคารดิจิทัลที่เปิดใหม่ทั่วโลกต้องใช้เงินและเวลามหาศาลเพื่อหาลูกค้า แต่ CLICX เปิดตัววันแรกด้วยประตูสู่ลูกค้าหลายสิบล้านคนผ่านเป๋าตังและ AIS อยู่แล้ว นี่คือความได้เปรียบที่ธนาคารดิจิทัลหน้าใหม่หาไม่ได้ง่ายๆ
การที่ CLICX เปิดแล้ว ไม่ได้แปลว่ามันจะทำกำไรทันที Virtual Bank เป็นธุรกิจที่ขาดทุนในช่วงปีแรก ๆ เป็นเรื่องปกติ ธนาคารแห่งประเทศไทยถึงกับกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสูงถึง 5,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับผลขาดทุนช่วงต้นจากค่าใช้จ่ายระบบไอที การตลาด และดอกเบี้ยเงินฝากสูงที่ใช้ดึงลูกค้า ดังนั้น ในระยะสั้น CLICX ยังเป็น "การลงทุนเพื่ออนาคต" ไม่ใช่ตัวเร่งกำไรของปีนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตอนนี้เครื่องยนต์ได้สตาร์ตแล้วจริง ไม่ใช่แค่คำสัญญา
เสน่ห์สำหรับผู้ลงทุนจึงอยู่ตรงนี้ คือการได้ถือหุ้นปันผลสูงที่มั่นคงในวันนี้ พร้อมแนบสิทธิ์ในธุรกิจดิจิทัลที่เริ่มเดินเครื่องแล้วไว้สำหรับอนาคต โดยไม่ต้องจ่ายแพงและไม่ต้องแบกความผันผวนสูงเหมือนการไล่ซื้อหุ้นเทคโนโลยีโดยตรง
จังหวะเวลา: Net Interest Margin (NIM) กำลังผ่านจุดต่ำสุด
ในระยะสั้น ตลาดจะโฟกัสการทรงตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่ากำลังผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรดอกเบี้ยที่ 2.4% ไปแล้ว หากเป็นไปตามคาด ครึ่งปีหลังกลุ่มแบงก์มีโอกาสฟื้นตัว และผู้ลงทุนได้เงินปันผลระดับสูงเป็นผลตอบแทนระหว่างรอจังหวะฟื้น และตลาดก็เริ่มตอบรับแล้ว โดยช่วงต้นเดือนกรกฎาคม KTB ทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ และปรับขึ้นราว 32% ในรอบ 3 เดือน จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติและ NVDR ที่ไหลเข้ากลุ่มแบงก์ นอกจากนี้ยังมี catalyst ระยะสั้นคือ งบไตรมาส 2 ที่จะประกาศราววันที่ 21 กรกฎาคม นี้ พูดอีกอย่างคือ นี่อาจเป็นจังหวะที่ได้ทั้งราคาที่ยังไม่แพง ปันผลที่สูง และธุรกิจดิจิทัลที่เพิ่งเริ่มเดินเครื่องในหุ้นตัวเดียว
กลยุทธ์และกองทุน
เรื่องราวของ KTB สะท้อนสิ่งที่กองทุน LHSTRATEGY มองหา นั่นคือหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ให้เงินปันผลดี และมีการเติบโต โดยกองทุน LHSTRATEGY เป็นกองทุนหุ้นไทยที่บริหารเชิงรุก เน้นสร้างพอร์ตความผันผวนต่ำและเน้นหุ้นปันผล ความเสี่ยงระดับ 6 โดยถือกลุ่มธนาคารเป็นสัดส่วนสูงสุดของพอร์ตที่ 24.51% และถือ KTB เป็นหุ้นอันดับ 2 ที่น้ำหนัก 10.06% (ณ 30 มิ.ย. 2569)
การวางน้ำหนักในหุ้นอย่าง KTB จึงเป็นการวางแกนของกองทุนไว้บนหุ้นที่ให้ทั้งความมั่นคง เงินปันผล และโอกาสเติบโตจากธุรกิจดิจิทัลที่เริ่มเดินเครื่องแล้ว ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของกองโดยตรง อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนควรมองเป็นการลงทุนระยะกลางถึงยาว เพราะการฟื้นตัวของกำไรกลุ่มแบงก์ขึ้นกับวัฏจักรดอกเบี้ยและการเบิกจ่ายเม็ดเงินภาครัฐ ซึ่งต้องใช้เวลา อีกทั้งธุรกิจ Virtual Bank ยังต้องพิสูจน์ผลตอบแทนในระยะยาว
ที่มา LHFund, KTB, BOT, หนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่องธนาคารคลิกซ์, SET as of 20 July 2026 / ข้อมูลกองทุน LHSTRATEGY ณ วันที่ 30 มิ.ย. 69
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

