กองทุนแนะนำ

ไวกว่า คล่องตัวกว่า มีโอกาสไปได้ไกลกว่า ไวกว่า LHGDYNAMIC ?ลงทุนทุกสินทรัพย์ทั่วโลกได้ด้วยกองทุนเดียว
กองทุน LHGDYNAMIC-A ให้ผลตอบแทน 1 ปีที่ผ่านมาที่ +20.18 % และ +13.69% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) (As of 17 ก.ค. 2026) โดยกองทุนมีนโยบายกองทุนรวมผสม (Fund of Funds) ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) อย่างน้อย 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) โดยมีนโยบายกระจายการลงทุนทั่วโลกในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน REITs และ ETF
LHFund ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากแนวโน้มกำไรบริษัทที่แข็งแกร่งและการเติบโตของธีม AI อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3/2026 ตลาดมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของ Bond Yield และความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกดดัน Valuation ของหุ้น Growth และหุ้นเทคโนโลยี
ภายใต้สภาวะดังกล่าว กองทุนจึงยังคงลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ควบคู่กับการกระจายโอกาสไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหรือธีมใดธีมหนึ่ง โดยเน้นญี่ปุ่นและบางประเทศในเอเชียที่มีแนวโน้มกำไรปรับดีขึ้น จีนที่มีแรงสนับสนุนจากระดับ Valuation นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ รวมถึงตลาดสิงคโปร์และหุ้นธนาคารยุโรปที่มีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่ง จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมี Valuation ไม่ตึงตัวเท่ากับหุ้น Growth
สำหรับธีม AI เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาว แต่เน้นการลงทุนแบบ Selective Investment มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันฃ สามารถแปลงการลงทุนด้าน AI ไปสู่รายได้และกำไรได้จริง และมีระดับ Valuation เหมาะสม ขณะเดียวกัน โอกาสการลงทุนมีแนวโน้มขยายจากผู้ผลิตชิปไปสู่ Software, Cloud, Cybersecurity และการประยุกต์ใช้ AI เชิงพาณิชย์ รวมถึงกระจายจากสหรัฐฯ ไปยังจีน ไต้หวัน และประเทศอื่นในเอเชียที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน Semiconductor
ดังนั้น กลยุทธ์ในปัจจุบัน จึงมุ่งสร้างสมดุลระหว่างโอกาสเติบโตและการควบคุมความผันผวน ผ่านการกระจายการลงทุนระหว่าง Growth, Value และ Income รวมถึงหลายประเทศและอุตสาหกรรม เพื่อให้พอร์ตสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน ดอกเบี้ย และนโยบายการค้าได้ดีขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน
LHGDYNAMIC เป็นกองทุนที่บริหารเชิงรุก โดยผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจ วัฏจักรตลาด และระดับความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลา ปัจจุบันกองทุนยังคงลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ และธีม AI ซึ่งมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการกระจายการลงทุนไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ หุ้นกลุ่ม Value และสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ เพื่อลดการกระจุกตัวและสร้างสมดุลให้แก่พอร์ต โดยมีการลงทุนหลักดังนี้:
1. ลงทุนในธีม AI, Semiconductor และ Digital Economy กองทุนยังคงให้น้ำหนักกับการเติบโตเชิงโครงสร้างของเทคโนโลยี ผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor เอเชียและสหรัฐฯ รวมถึง AI, Software, Cloud, Cybersecurity และ E-commerce เพื่อเข้าถึงโอกาสการเติบโตตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านชิปไปจนถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยกองทุนลงทุนผ่าน ETF เช่น iShares Semiconductor ETF (SOXX), Global X Asia Semiconductor ETF (3119 HK), Global X China Semiconductor ETF (3191 HK), VistaShares Artificial Intelligence Supercycle ETF (AIS), iShares Expanded Tech-Software Sector ETF (IGV), First Trust Nasdaq Cybersecurity UCITS ETF (CIBR) และ ProShares Online Retail ETF (ONLN) เมื่อรวม ETF ที่ลงทุนโดยตรงใน Semiconductor และ AI ได้แก่ SOXX, 3119, 3191 และ AIS กองทุนมีน้ำหนักประมาณ 16.9% และยังได้รับ Exposure เพิ่มเติมผ่านตลาดหุ้นไต้หวัน ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูง
2. ลงทุนในประเทศเอเชียที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี กองทุนกระจายการลงทุนในญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์ เพื่อรับโอกาสจากแนวโน้มกำไรและ Valuation ที่น่าสนใจ ขณะที่การลงทุนในจีนเน้นโอกาสจากระดับมูลค่า นโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจ และการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยลงทุนใน Hang Seng China Enterprises Index ETF (2828 HK), Premia China STAR50 ETF (3151 HK), iShares MSCI Taiwan ETF (EWT), iShares MSCI Singapore ETF (EWS) และ NEXT FUNDS Nikkei 225 ETF (1321 JP) การลงทุนดังกล่าวช่วยให้พอร์ตเข้าถึงทั้งหุ้นจีนขนาดใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีจีน ผู้ผลิต Semiconductor ในไต้หวัน หุ้นธนาคารและธุรกิจที่จ่ายเงินปันผลในสิงคโปร์ ตลอดจนบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น โดยในบรรดา ETF รายประเทศ กองทุนให้น้ำหนัก EWS ซึ่งลงทุนในตลาดหุ้นสิงคโปร์สูงสุดประมาณ 10.3%
3. เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มการเงินเพื่อรับโอกาสจาก Earnings และ Valuation กองทุนจัดสรรเงินลงทุนไปยังกลุ่มการเงินในหลายภูมิภาค ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และสิงคโปร์ โดยลงทุนผ่าน iShares U.S. Financial Services ETF (IYG), Invesco KBW Bank ETF (KBWB) และ iShares STOXX Europe 600 Banks UCITS ETF (SX7PEX) เฉพาะ ETF กลุ่มการเงินโดยตรงทั้งสามกองมีน้ำหนักรวมประมาณ 19.0% สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรของภาคการเงิน รายได้จากธุรกิจหลัก การจ่ายเงินปันผล และระดับ Valuation ที่ยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับหุ้น Growth บางกลุ่ม
4. กระจายไปยังหุ้น Dividend, Small Cap และ Global REITs นอกเหนือจากหุ้นเทคโนโลยีและการเงิน กองทุนลงทุนใน iShares Core Dividend ETF (DIVB) เพื่อเข้าถึงบริษัทสหรัฐฯ ที่มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืน รวมถึง iShares Core S&P Small-Cap 600 ETF (IJR) เพื่อรับโอกาสจากการกระจายตัวของผลตอบแทนไปยังหุ้นขนาดเล็ก กองทุนลงทุนใน iShares Global REIT ETF (REET) เพื่อกระจายแหล่งผลตอบแทนไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกและเพิ่มโอกาสรับรายได้จากเงินปันผล
โครงสร้างพอร์ตปัจจุบันมีลักษณะเป็น Barbell Strategy โดยผสมผสานสินทรัพย์เติบโต เช่น AI, Semiconductor, Software และ Cybersecurity กับหุ้น Value และ Income เช่น Financials, Dividend และ Global REITs พร้อมกระจายการลงทุนเชิงภูมิภาคไปยังจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และยุโรป
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนมีสัดส่วนการลงทุนใน ETF หุ้นต่างประเทศเกือบทั้งหมด ดังนั้นกองทุนจึงยังมีความผันผวนตามตลาดหุ้นโลก และเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงจากหุ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการปรับเปลี่ยนน้ำหนักเชิงรุกของผู้จัดการกองทุนได้
ที่มา: LHFund ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ค. 2026
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
เนื่องจากกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งอาจไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต


