กองทุนแนะนำ

LHGROWTH เปิดโอกาสลงทุนในหุ้นไทยที่อยู่ในห่วงโซ่ AI Hardware และ Advanced Electronics ระดับโลก
ประเทศไทยกำลังก้าวจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมไปสู่บทบาทใหม่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงของโลก โดยในวันที่ 12 ก.ค. 69 รัฐบาลไทยเปิดเผยว่า IMF จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วมกับไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนที่แข็งแกร่งในภาคเทคโนโลยี
สถานการณ์: จากฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์สู่ห่วงโซ่ AI
รัฐบาลกำหนดให้อุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระยะยาว พร้อมเร่งสร้างระบบนิเวศรองรับการลงทุน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงาน การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ
เมื่อนำมาต่อภาพกับตัวเลขจริงจะยืนยันในทิศทางเดียวกัน โดยคำขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไตรมาส 1/2569 รวม 1,016,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่าจากปีก่อน โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าสูงถึง 873,741 ล้านบาท จาก 48 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์จากผู้เล่นระดับโลก อาทิ ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม, สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์, โกลบอล สวิตช์ และอีโวลูชั่น ดาต้า เซ็นเตอร์
คำถามของนักลงทุน คือจะเข้าถึงธีมนี้ผ่านหุ้นตัวใด และหุ้นแต่ละตัวยืนอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่
ซึ่งห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ไทย แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่
ชั้นที่ 1: DELTA คือ "Power Backbone"
ถ้า AI Data Center คือสมองของเศรษฐกิจดิจิทัล DELTA คือระบบไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนที่ทำให้สมองนั้นทำงานได้ ในปี 2568 DELTA มีรายได้จากลูกค้าในสหรัฐฯ สูงถึง 68,110 ล้านบาท สิงคโปร์ 30,733 ล้านบาท เยอรมนี 23,103 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากไทยมีเพียง 4,387 ล้านบาท นี่คือ Thai-listed global growth proxy อย่างแท้จริง หากเจาะไปที่กลุ่มสินค้า ปี 2568 รายได้กลุ่ม Power Electronics เพิ่มจาก 89,445 ล้านบาท เป็น 125,832 ล้านบาท (+40.7%) คิดเป็นราว 63.5% ของรายได้รวม และกลุ่ม Infrastructure เติบโตจาก 26,191 เป็น 33,434 ล้านบาท (+27.7%) ไตรมาส 1/2569 รายได้จากการขายอยู่ที่ 60,459 ล้านบาท (+44.3% YoY) กำไรสุทธิ 9,081 ล้านบาท (+65.4% YoY) และอัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นเป็น 31.7% จาก 25.6% ในปีก่อน กำไรโตเร็วกว่ารายได้ สะท้อนว่าสินค้าที่ขายมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจริง
จุดที่แข็งที่สุดคือ NVIDIA เลือกกลุ่มเดลต้าเป็น 1 ใน 4 ผู้จัดหา Cold Plate สำหรับแพลตฟอร์ม Vera Rubin ในงาน GTC 2026 และผลิต CDU ระดับเมกะวัตต์ที่ผ่านการรับรองสำหรับแพลตฟอร์ม GB200 NVL72 โดย DELTA ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักของกลุ่ม นี่คือ design win ที่แทนที่ได้ยากกลางรอบเทคโนโลยี
ชั้นที่ 2: KCE คือ "Circuit Backbone"
KCE ผู้ผลิต Printed Circuit Board หรือ PCB ซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้จริง จุดเด่นของ KCE คือความเชื่อมโยงกับ Automotive Electronics โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์ยุคใหม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทั้ง EV, ADAS, infotainment, battery management และ control systems ความต้องการ PCB คุณภาพสูงจึงมีโอกาสเติบโตตามปริมาณชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่อคันที่เพิ่มขึ้น
อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือ KCE ผลิตแผ่นลามิเนตทองแดงเอง ในจังหวะที่ดีมานด์ PCB สำหรับ AI Server ทำให้วัตถุดิบต้นน้ำตึงตัวทั้งอุตสาหกรรม การมีต้นน้ำของตัวเองคือเกราะที่คู่แข่งไม่มี
ชั้นที่ 3: HANA คือ "Semiconductor Manufacturing Layer"
HANA เติมภาพในส่วน Semiconductor และ Microelectronics Manufacturing โดยอยู่ในชั้นการประกอบ ทดสอบ และผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง ซึ่งช่วยให้ LHGROWTH มี exposure ต่อวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์และการย้ายฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาค โดยไตรมาส 1/2569 ธุรกิจประกอบ IC เติบโต 29% นำโดยโรงงานเจียซิงในจีน +129% และอยุธยา +12% ขณะที่ฐานผลิตใหม่ในกัมพูชายอดขายพุ่ง 108% เครื่องยนต์ใหม่เริ่มเดินแล้วจริง แม้ HANA จะไม่ใช่หุ้น AI โดยตรง แต่เป็นหนึ่งในตัวแทนของฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์อัจฉริยะ ยานยนต์ อุตสาหกรรม และระบบเชื่อมต่อ
กลยุทธ์และกองทุนแนะนำ : LHGROWTH (ความเสี่ยงระดับ 6)
เมื่อรวมทั้ง 3 บริษัทเข้าด้วยกัน ภาพของ LHGROWTH จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนในหุ้นไทยเติบโตแบบดั้งเดิม แต่เป็นการลงทุนในบริษัทไทยที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก ตั้งแต่ระบบพลังงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน PCB ไปจนถึงการประกอบและผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่ง LHGROWTH-A มีน้ำหนักในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รวม 15.09% (ณ 30 มิ.ย. 2569) ประกอบด้วย DELTA เป็นหุ้นอันดับ 1 ของพอร์ตที่ 13.53% และ KCE กับ HANA รวมกันอีกราว 1.56% สัดส่วนนี้เองคือสิ่งที่บอกวิธีคิดของกองทุน น้ำหนักถูกวางตามวัฏจักรกำไร ไม่ใช่ตามเรื่องเล่า DELTA เป็นชั้นเดียวที่กำไรมาถึงแล้ว จึงได้น้ำหนักเต็ม ส่วน KCE และ HANA ซึ่งกำไรยังรอรอบของตัวเอง ได้น้ำหนักในระดับเริ่มต้น เพื่อรักษาที่นั่งไว้ก่อนที่รอบจะมา
กองทุนจึงเป็นการลงทุนในบริษัทไทยที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก โดยมี DELTA เป็นแกนหลัก ควบคู่กับกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 18.79% ซึ่งรับดีมานด์ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ และธนาคาร 16.57%
อย่างไรก็ตาม น้ำหนัก DELTA ที่ 13.53% คือทั้งเครื่องยนต์และความเสี่ยงหลักของกองทุน หาก DELTA ปรับฐานแรง NAV จะได้รับผลกระทบชัดเจน จึงเหมาะเป็นการลงทุนส่วนเสริม (Satellite) 5–10% ของพอร์ต และแนะนำทยอยสะสมเมื่อตลาดย่อตัว มากกว่าเข้าซื้อครั้งเดียวที่ระดับดัชนีสูงสุดในรอบ 3 ปี
Source: รัฐบาลไทย/IMF (12 ก.ค. 69), BOI, งบการเงิน DELTA / KCE / HANA ไตรมาส 1/2569, NVIDIA GTC 2026, ข้อมูลกองทุน LHGROWTH ณ 30 มิ.ย. 69 Data as of : 13 July 2026
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

