LAND AND HOUSES FUND MANAGEMENT CO.,LTD

ข่าวสารและกิจกรรม

มุมมองการลงทุน




ตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?

ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วนำโดยยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้หนุนโดยผลประกอบการที่ดีกว่าคาดการณ์ อย่างไรก็ดีดัชนี หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนที่ laggard หุ้นกลุ่มอื่น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยหนุนจากแรงซื้อหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมี market cap ค่อนข้างใหญ่ในกลุ่มสื่อสารและโรงไฟฟ้า เป็นต้น ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร และไฟแนนซ์ยังคงได้รับแรงกดดันจากการระบาดของ COVID-19 และมาตรการช่วยลูกหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย

มุมมองการลงทุนในสัปดาห์นี้
 
ตลาดหุ้น
ตลาดหุ้นต่างประเทศจะยังคงเคลื่อนไหวกรอบแคบ โดยแม้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือนก.ค. จะชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าและต่ำกว่าคาด (0.3% mom ต่ำกว่าคาดที่ 0.4% mom) แต่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนก.ค. สูงกว่าคาดการณ์มาก (1.0% mom สูงกว่าคาดที่ 0.5% mom) จึงทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งมีโอกาสทำให้ spread ระหว่างพันธบัตรอายุ 2 ปี และ 10 ปี ของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น และทำให้หุ้นกลุ่ม value และ defensive กลับมาทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นกลุ่ม growth ได้ สำหรับตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบแคบต่อไป การระบาดของ COVID-19 ที่ยังควบคุมไม่ได้ จะเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ และกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่เหลือของปี หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลักเช่นค้าปลีก ธนาคาร และไฟแนนซ์ เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่ได้ประโยชน์เช่นกลุ่มส่งออก เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนค่า เป็นต้น คาดกรอบการเคลื่อนไหวในสัปดาห์หน้าที่ 1,500 – 1,550 จุด

 
REITs 
คาด REITs ในกลุ่มประเทศที่การกระจายวัคซีนทำได้เร็วและมีสัดส่วนของ REITs ยุคใหม่ในสัดส่วนสูงจะยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีได้ในระยะยาว แต่อาจมีแรงขายทำกำไรหากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น ส่วน REITs ในกลุ่มประเทศที่การกระจายวัคซีนทำได้ช้าเช่นประเทศกำลังพัฒนารวมถึงไทยยังคงมีแรงกดดันจากมาตรการป้องกันการป้องกันการระบาดของ COVID-19 แต่จากราคาที่ laggard ค่อนข้างมาก ทำให้ downside risk ค่อนข้างจำกัด และมีอัตราเงินปันผลที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ

กลยุทธ์การลงทุน และกองทุนที่น่าสนใจ
 
คาดว่าตลาดยังคงขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่ โดยนักลงทุนจะให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ มากขึ้น เนื่องจากจะส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงติดตามการให้สัมภาษณ์ของ Jerome Powell ผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงกลางสัปดาห์ถึงแนวโน้มการทำ QE Tapering หลังจากสมาชิกธนาคารกลางสหรัฐฯ หลายคนให้ความเห็นค่อนข้าง hawkish ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ในตลาดหุ้นจีนคาดผลจากการแทรกแซงของภาครัฐจะยังคงกดดันตลาดหุ้นอีกระยะ แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงแรง คาดธนาคารกลางจีนจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นลด RRR หรือ LPR ลงอีกในอนาคต ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นโดยรวม

สำหรับกองทุนน่าสนใจลงทุน  มองว่ากองทุนที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ผลิตภัณฑ์ยังมีความต้องการอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง บริษัทที่อัตราการเติบโตดี แต่ ยัง laggard เมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม เป็นต้น มีความน่าสนใจในการลงทุน เช่น
 
LHSEMICON จากความต้องการ semiconductor ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง หนุนโดยการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 5G connected devices ยานยนต์ไฟฟ้า และ ยานยนต์ไร้คนขับ โดยมี EPS growth สูงกว่า 20% yoy ในปีหน้า 
LHMEGA จากการที่กองทุนมีการลงทุนในหุ้นของบริษัทกลุ่ม Health Care ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่ดี และ valuation ยัง laggard ตลาดหุ้นโดยรวมค่อนข้างมาก และมีน้ำหนักการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสัดส่วนน้อย
LHROBOTE ซึ่งจะได้ประโยชน์หากการระบาดของโรค COVID-19 สายพันธุ์เดลต้ายังเพิ่มต่อเนื่อง จะทำให้ความต้องการใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิต และธุรกิจต่างๆ น่าจะเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทที่กองทุนลงทุน

Key Event ในสัปดาห์นี้
 
ต่างประเทศ
-การแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ถึงแนวโน้ม QE Tapering
-ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ

 
ภายในประเทศ
-GDP ไตรมาส 2/2564 และ outlook
-การระบาด และมาตรการควบคุมการระบาด COVID-19 

ที่มา LHFund 13 ส.ค. 64