Loading...
Loading...


ตลาดหุ้นโลกเดือน ก.ย. เคลื่อนไหวแตกต่างกัน โดย Bond Yield และราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นแรงกดดันต่อหลายตลาด ขณะที่หุ้น Technology ยังได้แรงหนุนจากแนวโน้มกำไรและการลงทุนด้าน AI จึงทำผลงานได้ดีกว่าตลาดโดยรวม
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 -0.45% และ Dow Jones -4.29% ขณะที่ Nasdaq +1.86% จากแรงซื้อในกลุ่ม AI, Hyperscalers และ Software ส่วน ยุโรป STOXX Europe 600 -2.49% จากต้นทุนพลังงานและความกังวลด้านดอกเบี้ย ขณะที่ ญี่ปุ่น Nikkei 225 +0.67% แต่ TOPIX -1.15% สะท้อนความแตกต่างระหว่างหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก AI กับตลาดโดยรวม
ตลาดหุ้นเอเชีย ฮ่องกงและจีนอ่อนตัว โดย Hang Seng -3.73% และ CSI 300 -5.78% จากความกังวลด้านการบริโภคและอสังหาริมทรัพย์ แม้จีนออกมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม ขณะที่ KOSPI +0.26% และ TAIEX +3.93% ได้แรงหนุนจาก AI Supply Chain และการปรับประมาณการกำไร ส่วนอินเดียปรับตัวลงแรงจากราคาน้ำมัน ดอกเบี้ย และแรงขายต่างชาติ
ตลาดอาเซียน SET -1.29% จากแรงกดดันของ Bond Yield โลกและ Fund Flow ต่างชาติ ขณะที่ VN-Index -3.99% แม้มีปัจจัยบวกระยะกลางจากการยกระดับสถานะตลาดและการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี FTSE Russell
ตลาดตราสารหนี้ เผชิญแรงขายจากความกังวลเงินเฟ้อและนโยบายการเงินที่ตึงตัว โดย U.S. 10Y Yield เพิ่มจากราว 4.75% เป็น 5.29% หรือประมาณ 54 bpsขณะที่ Brent กลับมายืนเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง และ ทองคำ Spot ลดลง 6.7%แม้ต้นทุนเงินทุนสูงขึ้น แต่แนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรยังแข็งแกร่งช่วยประคองตลาด โดยหลายภูมิภาคกำไรเติบโตเร็วกว่าราคาหุ้น ส่งผลให้ Forward P/E ลดลง ตลาดจึงเริ่มให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้เป็น รายได้ กำไร และกระแสเงินสด ได้ชัดเจน
1. Bond Yield สูงขึ้น กดดัน Valuation ราคาพลังงานและความกังวลเงินเฟ้อทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ขณะที่ การออกพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เพื่อรองรับ AI Infrastructure เพิ่มการแข่งขันระดมเงินทุน โดย Hyperscalers สหรัฐฯ ออกหุ้นกู้ระยะยาวกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ปัจจัยเหล่านี้กดดัน Bond Yield ระยะยาวและจำกัดการขยายตัวของ Valuation โดย Goldman Sachs มองว่าเมื่อ U.S. 10Y Yield อยู่เหนือช่วง 4.5–5.0% ความสัมพันธ์กับตลาดเกิดใหม่มักเป็นลบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดยังรับมือกับ Yield สูงได้ หากกำไรเติบโตเพียงพอ
2. AI ยังขับเคลื่อนตลาด โอกาสอยู่ในธุรกิจที่แก้คอขวด FactSet คาดกำไรกลุ่ม IT ในไตรมาส 3 เติบโต 65% YoY เพิ่มจากประมาณการเดิม 57% โดยมี NVIDIA และ Micron เป็นแรงหนุนสำคัญ ขณะที่กำไรกลุ่ม Semiconductor และอุปกรณ์ผลิตชิปคาดโต 130% YoY สะท้อนว่า AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของกำไรกลุ่มเทคโนโลยีBlackRock ยังคงมองบวกต่อ AI ใน Q4/2026 โดยเห็นโอกาสในธุรกิจที่รองรับการลงทุน AI เช่น ระบบไฟฟ้า Grid, Memory, Semiconductor และ Data Center ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้าน Supply อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญต่อจากนี้คือ บริษัทจะสามารถสร้างกระแสเงินสดให้สอดคล้องกับ Capex และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่
3. แนวโน้มกำไรแตกต่างกัน การเลือกประเทศและธุรกิจจึงสำคัญ เอเชียเหนือที่มีสัดส่วนหุ้น Technology และ AI สูงสามารถรับมือแรงกดดันจากดอกเบี้ยและราคาน้ำมันได้ดีกว่าตลาดที่พึ่งพาการบริโภคภายในและนำเข้าพลังงาน ขณะที่จีนยังมีการฟื้นตัวไม่เท่ากันระหว่างภาคเทคโนโลยีกับภาคบริโภคและอสังหาริมทรัพย์ดังนั้น การเลือกลงทุนควรพิจารณาทั้ง โครงสร้างอุตสาหกรรม แนวโน้มกำไร ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน และกระแสเงินทุน เพราะ Valuation ที่ต่ำเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันการฟื้นตัว
โดยสรุป ภาพรวมยังสนับสนุนการลงทุนแบบ Selective ในหุ้นที่มี Earnings Visibility ชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้ประโยชน์จาก AI และสามารถสร้างกระแสเงินสดรองรับการลงทุนได้ ขณะเดียวกันควรกระจายพอร์ตเพื่อรับมือกับ Bond Yield และราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังเป็นแรงกดดันต่อ Valuation และต้นทุนธุรกิจ
หุ้นสหรัฐฯ เดือน ก.ย. ปิดผสมผสาน โดย S&P 500 ลดลง -0.45% MoM ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้น +1.86% MoM สะท้อนความแข็งแกร่งของหุ้น Technology และ AI แม้ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นแรงกดดันต่อ Valuation และธุรกิจที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย
ประเด็นสำคัญของตลาดเริ่มเปลี่ยนจากขนาดการลงทุนใน AI ไปสู่ความสามารถในการสร้างรายได้และกำไร โดย Goldman Sachs คาด EPS ของ S&P 500 ในไตรมาส 3 ปี 2026 เติบโต 27% YoY ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตมาจากบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI Infrastructure อย่างไรก็ตาม กำไรยังเติบโตไม่ทั่วถึง โดยบริษัทค่ากลางของดัชนีคาดมีกำไรเพิ่มขึ้น 9% YoY ชะลอจาก 14% ในไตรมาสก่อน
รายได้ Cloud จึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการลงทุนดังกล่าวเริ่มสร้างผลตอบแทนได้เพียงใด โดย Goldman Sachs คาดรายได้ Cloud ของกลุ่ม Hyperscalers เติบโตเร่งขึ้นเป็น 55% YoY จาก 48% ในไตรมาสก่อน ขณะที่ผลจากการใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
ด้าน Valuation S&P 500 ซื้อขายที่ Forward P/E ราว 19 เท่า ใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว หลังประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาหุ้น ขณะที่ BlackRock ยังคงให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าปกติ (Overweight) จากแรงสนับสนุนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI การเติบโตของกำไรและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรองรับมูลค่าหุ้น ท่ามกลางต้นทุนเงินทุนที่ยังสูง
แนวโน้มระยะถัดไป: แม้ Bond Yield ยังสูง แต่แนวโน้มกำไรยังเป็นแรงสนับสนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดย Consensus คาด EPS ของ S&P 500 เติบโต 33% ในปี 2026 และ 15% ในปี 2027 สะท้อนแนวโน้มกำไรที่ยังเป็นแรงสนับสนุนตลาด อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังที่สูงทำให้ต้องติดตามผลประกอบการกลุ่ม Technology และ Hyperscalers ว่ารายได้ กำไร และกระแสเงินสดจะเติบโตได้ตามคาดเพียงใด เพื่อรองรับระดับมูลค่าหุ้นท่ามกลางต้นทุนเงินทุนที่ยังสูง
ตลาดหุ้นยุโรปในเดือน ก.ย. ปรับลดลง โดย STOXX Europe 600 -2.49% MoM ท่ามกลาง Bond Yield และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาพเศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่น โดย Euro Area Composite PMI เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 41 เดือนที่ 53.1 ขณะที่การลงทุนด้าน AI และ Capex ยังช่วยสนับสนุน Earnings Momentum ของกลุ่ม Technology และ Industrials
ตลาดกำลังเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการด้วยความคาดหวังที่สูง โดย Consensus คาด EPS ของ STOXX Europe 600 เติบโต 22% YoY ในช่วงครึ่งหลังปี 2026 อย่างไรก็ตาม การเติบโตได้รับแรงหนุนจากกลุ่ม Commodities ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ฐานเปรียบเทียบที่ต่ำ และปัจจัยพิเศษบางส่วน ขณะที่หากไม่รวมกลุ่มดังกล่าว EPS จะเติบโตประมาณ 15% YoY สะท้อนว่า Earnings ของตลาดโดยรวมยังขยายตัวในเกณฑ์ดี แต่ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าที่ตัวเลข Headline บ่งชี้
ด้าน Valuation ตลาดหุ้นยุโรปซื้อขายที่ Forward P/E 13.7 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ยังต่ำกว่า S&P 500 ที่ 19.0 เท่า สะท้อนว่าหุ้นยุโรปยังน่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบ อย่างไรก็ตาม Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงอาจจำกัดโอกาสในการปรับเพิ่ม Valuation ขณะที่ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบยังเป็นความเสี่ยงต่อ Margin ของกลุ่ม Autos, Chemicals และ Industrials
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้เป้าหมาย STOXX Europe 600 ระยะ 12 เดือนที่ 695 จุด หรือ Upside ราว 10.9% จากระดับอ้างอิง 627 จุด ขณะที่ EPS ปี 2026 และ 2027 คาดเติบโต 19.1% และ 8.9% ตามลำดับ โดยให้น้ำหนักกลุ่ม Banks, Technology, Telecoms, Defence และ Renewables ทั้งนี้ ความคาดหวังต่อกำไรที่สูงทำให้ต้องติดตามผลประกอบการและความสามารถในการรักษา Margin ท่ามกลางต้นทุนพลังงานและเงินทุนที่ยังสูง
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เดือน ก.ย. ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดย KOSPI +0.26% MoM ขณะที่ PMI ภาคการผลิตส่งสัญญาณการขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. และการส่งออก Semiconductor กลับมาเติบโตเร่งขึ้น Goldman Sachs มองว่ากิจกรรมเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะหนุนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แรงขายต่างชาติยังจำกัดการฟื้นตัวของตลาด
ด้าน Valuation KOSPI ซื้อขายที่ 12M Forward P/E ราว 5.4 เท่า ขณะที่กลุ่ม Technology อยู่ที่ 4.6 เท่า อย่างไรก็ตาม P/E ที่ต่ำต้องพิจารณาควบคู่กับความยั่งยืนของกำไร โดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor ซึ่งผันผวนตามวัฏจักร
Fund Flow ต่างชาติยังเป็นแรงกดดัน โดยตั้งแต่ต้นปี 2025 ถึง 2 ต.ค. 2026 ต่างชาติขายสุทธิสะสมราว 140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รายย่อยและสถาบันในประเทศซื้อสุทธิสะสมราว 50 และ 40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ช่วยรองรับแรงขายบางส่วน ด้านความผันผวน ดัชนี VKOSPI ลดลงจากจุดสูงสุดใกล้ 100 สู่ราว 40–45 แต่ยังสูงกว่าช่วงปี 2022–2025 ที่ส่วนใหญ่อยู่ราว 15–25 สะท้อนว่าความผันผวนผ่อนลงแล้ว แต่ยังอยู่ในระดับสูง
แนวโน้มระยะถัดไป: พื้นฐานด้านกำไรยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของหุ้นเกาหลีใต้ โดย Consensus คาด EPS ของ MSCI Korea เติบโต 336.5% ในปี 2026 และ 38.2% ในปี 2027 จากฐานกำไรปีก่อนที่ต่ำและการขยายตัวของธุรกิจ Memory และ Semiconductor อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวสะท้อนความคาดหวังที่สูง จึงต้องติดตามว่าผลประกอบการจริงจะเติบโตได้ตามคาดและต่อเนื่องเพียงใด การลงทุนจึงเน้นทยอยสะสมแบบ Selective ในบริษัทที่มีอุปสงค์ชัดเจนและอำนาจในการกำหนดราคา พร้อมจำกัดการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่
ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงเดือน ก.ย. CSI 300 ลดลง -5.78% MoM ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจภายในและกำไรบริษัท ขณะที่ Hang Seng ลดลง -3.73% MoM แม้มีเงินลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ช่วยสนับสนุนตลาดฮ่องกง
เศรษฐกิจจีนเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น โดย PMI ภาคการผลิตที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เพิ่มจาก 49.8 เป็น 50.1 กลับเข้าสู่ระดับขยายตัว ขณะที่ PMI ภาคบริการและก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 50.2 และ 50.3 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของกำไรยังแตกต่างกันระหว่างอุตสาหกรรม โดย BlackRock ระบุว่า กำไรผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น +110% YoY ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ตามอุปสงค์ AI ขณะที่กำไรอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลง -20.4% สะท้อนว่าการเติบโตของยอดขายอาจไม่ส่งผ่านสู่กำไร หากการแข่งขันยังกดดัน Margin
ด้าน Valuation MSCI China ซึ่งครอบคลุมหุ้นบริษัทจีนทั้งในและนอกประเทศ ซื้อขายที่ 12M Forward P/E ราว 10.0 เท่า ส่วน CSI 300 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่อยู่ที่ 12.9 เท่า สำหรับปัจจัยสนับสนุน รัฐบาลจีนประกาศมาตรการกระตุ้นการลงทุนและตลาดที่อยู่อาศัยเพิ่มเติมในช่วงปลายเดือน ก.ย. ทั้งการลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารกลางจีนให้แก่ธนาคารนโยบายลง 25 bps ขยายการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มวงเงินโครงการสินเชื่อผ่านธนาคาร และอุดหนุนดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านหลังแรกสำหรับผู้ซื้อที่เข้าเกณฑ์
สำหรับตลาดหุ้นฮ่องกง เงินทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ โดยการซื้อหุ้นผ่าน Stock Connect ในฝั่ง Southbound มียอดซื้อสุทธิสะสมราว 56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปี
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้เป้าหมายระยะ 12 เดือนของ MSCI China ที่ 85 จุด และ CSI 300 ที่ 5,500 จุด คิดเป็น Upside ราว 19% และ 26% โดยคาด EPS ปี 2026 และ 2027 ของ MSCI China เติบโต 8% และ 12% ส่วน CSI 300 เติบโต 20% และ 13% ตามลำดับ พร้อมให้น้ำหนัก Overweight กลุ่ม Materials, Tech Hardware, Capital Goods, Retailing และ Insurance ใน MSCI China การลงทุนจึงควรเน้นบริษัทที่สามารถเปลี่ยนการเติบโตของรายได้เป็นกำไรและกระแสเงินสด โดยต้องติดตามว่ามาตรการภาครัฐจะช่วยฟื้นอุปสงค์ได้เพียงใด ควบคู่กับความต่อเนื่องของเงินไหลเข้าฮ่องกงและความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางการค้าและเทคโนโลยี
เดือน ก.ย. TAIEX เพิ่มขึ้น 3.93% MoM ขณะที่กิจกรรมเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นโดย PMI ภาคการผลิตเพิ่มจาก 54.7 เป็น 56.7 สะท้อนการขยายตัวที่เร่งขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มจาก 65.0 เป็น 68.8 ช่วยสนับสนุนภาพการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
ด้าน Valuation TAIEX ซื้อขายที่ 12M Forward P/E ราว 17.6 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีประมาณ 1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนกลุ่ม Technology อยู่ที่ 18.4 เท่า การเติบโตของกำไรจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับระดับราคาหุ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor และ Tech Hardware ซึ่งต้องติดตามว่าผลประกอบการจริงจะเป็นไปตามประมาณการหรือไม่
ด้าน Fund Flow ต่างชาติขายสุทธิสะสมราว 37.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปีถึง 2 ต.ค. 2026 โดยแรงขายกระจุกตัวใน TSMC ขณะที่กองทุนในประเทศซื้อสุทธิสะสมราว 22.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยพยุงตลาด อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1 เดือนล่าสุด ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิราว 459 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีแรงซื้อในหุ้น Technology อื่นนอกเหนือจาก TSMC สะท้อนว่าเงินทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าตลาดบางส่วน แต่ยังไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึง
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ยังคงให้น้ำหนัก Overweight ตลาดหุ้นไต้หวัน โดยให้เป้าหมาย TAIEX ระยะ 12 เดือนที่ 54,000 จุด หรือ Upside ราว 11.4% จากระดับ ณ 2 ต.ค. 2026 และคาด EPS ปี 2026–2027 จะเติบโตราว 67% และ 30% ตามลำดับ โดยมีแรงหนุนจาก Semiconductor และ AI Supply Chain การลงทุนควรเน้นกลุ่ม Technology และ Industrials โดยเฉพาะ Semiconductor นอกเหนือจาก TSMC และ Capital Goods ทั้งนี้ การปรับขึ้นอย่างยั่งยืนยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการและการกลับมาของเงินทุนต่างชาติ จึงควรเน้นเลือกบริษัทที่มีอุปสงค์และกระแสเงินสดแข็งแกร่ง พร้อมติดตามแรงกดดันจาก Bond Yield สหรัฐฯ ที่ยังสูง
เดือน ก.ย. ปิดผสมผสาน โดย Nikkei 225 เพิ่มขึ้น +0.67% MoM ขณะที่ TOPIX ลดลง -1.15% MoM โดย AI ยังเป็นประเด็นลงทุนสำคัญ Goldman Sachs คาดว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI จะมีส่วนสร้างการเติบโตของ EPS ของ TOPIX ราวหนึ่งในสามในปีงบประมาณ 2026–2027 ทั้งนี้ หุ้นกลุ่ม AI มีน้ำหนักประมาณ 48% ใน Nikkei 225 เทียบกับ 25% ใน TOPIX ทำให้ Nikkei มีความอ่อนไหวต่อทิศทางหุ้นกลุ่มนี้มากกว่า
โอกาสลงทุนใน AI ของญี่ปุ่นครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ Semiconductor อุปกรณ์สำหรับ Data Center และ Physical AI หรือการนำ AI ไปใช้กับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ การคัดเลือกหุ้นจึงต้องพิจารณาบทบาทของแต่ละบริษัทในห่วงโซ่ ควบคู่กับความสามารถในการเปลี่ยนอุปสงค์จากการลงทุน AI ให้เป็นรายได้และกำไร
ด้าน Valuation TOPIX ซื้อขายที่ 12M Forward P/E ราว 16.1 เท่า ขณะที่หุ้นในห่วงโซ่ AI มีระดับมูลค่าน่าสนใจขึ้นหลังปรับฐานตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย. โดย Forward P/E ระยะ 24 เดือนของหลายกลุ่มกลับมาใกล้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี อย่างไรก็ตาม โอกาสในการปรับขึ้นต่อยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการที่รองรับประมาณการกำไร โดยเฉพาะบริษัทที่ตลาดให้ความคาดหวังด้าน AI สูง
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้เป้าหมาย TOPIX ระยะ 12 เดือนที่ 4,600 จุด หรือ Upside ราว 12% จากระดับอ้างอิง 4,091 จุด และคาด EPS ปีงบประมาณ 2026-2027 เติบโต 19% และ 10% ตามลำดับ โดยให้น้ำหนัก Overweight กลุ่ม Machinery, IT & Services, Banks, Electrical Appliances & Precision และ Steel & Nonferrous Metals การลงทุนจึงเน้น Selectivity ในบริษัทที่มีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งและระดับมูลค่าเหมาะสม พร้อมกระจายการลงทุนทั้งในและนอกห่วงโซ่ AI เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว
เดือน ก.ย. ปรับลดลง โดย Nifty 50 -6.06% MoM และ Sensex -7.19% MoM ท่ามกลางแรงขายต่างชาติและ Bond Yield ที่สูงขึ้น แม้เศรษฐกิจยังเติบโตแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยที่เข้มงวดขึ้นยังเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของตลาด
ด้านเศรษฐกิจ Goldman Sachs คาด GDP ปี 2026 เติบโต 7.6% อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าคาด เงินเฟ้อพื้นฐานที่กระจายตัวมากขึ้น และความเสี่ยงต่อราคาอาหารจาก El Niño อาจทำให้ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก 50 bps รวมเป็น 100 bps ในวัฏจักรนี้ ส่งผลให้ต้นทุนเงินทุนสูงขึ้นและกดดันหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย
ด้าน Valuation MSCI India ซื้อขายที่ Forward P/E ราว 18.5 เท่า ต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวเล็กน้อย และมีส่วนเพิ่มเหนือหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นราว 80% โดย Bond Yield อินเดียที่เพิ่มขึ้นประมาณ 90 bps ตั้งแต่กลางปี 2025 เป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดัน Valuation ทั้งนี้ Goldman Sachs มองว่าระดับมูลค่าปัจจุบันใกล้เคียงระดับเหมาะสมเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตร การฟื้นตัวของราคาหุ้นจึงต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากกำไรบริษัทมากขึ้น
ด้าน Fund Flow ต่างชาติกลับมาขายสุทธิในเดือน ก.ย. ขณะที่สถาบันในประเทศยังซื้อสุทธิต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงช่วงที่รายงาน ต่างชาติขายสุทธิสะสมราว 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับสถาบันในประเทศที่ซื้อสุทธิราว 69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนว่าเงินทุนในประเทศยังเป็นแรงพยุงสำคัญ แม้ตลาดโดยรวมยังเผชิญแรงกดดัน
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้น้ำหนัก Marketweight ตลาดหุ้นอินเดีย และคาด NIFTY แตะ 26,500 จุดภายในเดือน มิ.ย. 2027 โดยคาดกำไรของตลาดหุ้นอินเดียเติบโต 10% ในปี 2026 และ 13% ในปี 2027 กลุ่มที่ให้น้ำหนัก Overweight ได้แก่ Banks, Energy, Utilities, Telecoms & Internet และ Defence จึงควรเน้น Selectivity ในบริษัทที่มีแนวโน้มกำไรและระดับมูลค่าเหมาะสม ทั้งนี้ ทิศทางดอกเบี้ย RBI และราคาพลังงานยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อต้นทุนธุรกิจและการฟื้นตัวของตลาด
เดือน ก.ย. VN-Index ลดลง -3.99% MoM ท่ามกลางราคาน้ำมันและ Bond Yield โลกที่สูงขึ้น ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 5.7% MoM เหลือราว 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับดัชนี VNAS หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Vingroup มีส่วนสร้างการปรับลดลงประมาณ 18% ขณะที่กลุ่ม Energy สวนทางตลาด เพิ่มขึ้น 8.6% ตามราคาพลังงาน
ด้านเศรษฐกิจ พื้นฐานภายในประเทศยังแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาส 3 เติบโต 9.9% YoY เร่งขึ้นจาก 8.8% ในไตรมาสก่อน มีแรงสนับสนุนจากการผลิต การค้าปลีก และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ขณะที่ดุลการค้ากลับมาเกินดุล 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังขาดดุลติดต่อกัน 9 เดือน ส่วนการเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐในช่วง 9 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 19% YoY สู่ 661.8 ล้านล้านดอง ช่วยสนับสนุนกิจกรรมเศรษฐกิจและแนวโน้มกำไรบริษัทในระยะถัดไป
ด้าน Valuation ดัชนี Vietnam All Share (VNAS) ซื้อขายที่ P/E ราว 10 เท่าเมื่อไม่รวมหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Vingroup สะท้อนระดับมูลค่าที่ไม่สูงมากนัก
ขณะที่ Fund Flow ต่างชาติขายสุทธิราว 184 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน ก.ย. แต่ยังมีแรงซื้อในบางกลุ่ม เช่น Technology, Consumer Staples และ Energy สำหรับการยกระดับเวียดนามเป็น Secondary Emerging Market ของ FTSE Russell ซึ่งมีผลตั้งแต่ 21 ก.ย. 2026 การเพิ่มน้ำหนักในดัชนีจะทยอยดำเนินการ 4 รอบจนถึงเดือน ก.ย. 2027 โดยผู้จัดการกองทุนประเมินเงินไหลเข้าจากกองทุนที่อิงดัชนี หรือ Passive Inflow รวมราว 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แรงสนับสนุนจากเงินทุนส่วนนี้จึงมีแนวโน้มทยอยเข้าตามรอบการเพิ่มน้ำหนัก
แนวโน้มระยะถัดไป: การเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทยังเป็นแรงสนับสนุนหุ้นเวียดนามในระยะยาว ขณะที่ การทยอยเพิ่มน้ำหนักในดัชนี FTSE Russell อาจช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับสภาพคล่องในตลาดและเงินทุนที่เข้ามาจริงในแต่ละรอบ
เดือน ก.ย. SET Index ลดลง -1.29% MoM ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 6.3% MoM เหลือ 69,800 ล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันจาก Bond Yield โลก ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันที่สูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตลาดฟื้นตัวบางช่วงจาก Yield ที่ผ่อนลง เงินบาทแข็งค่า และแรงหนุนจาก DELTA กลุ่มพลังงานและธนาคาร ก่อนอ่อนตัวลงช่วงปลายเดือนจากแรงขายต่างชาติและสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ โดยต่างชาติขายสุทธิราว 26,000 ล้านบาท ตลอดเดือน
ด้านเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยคงประมาณการ GDP ปี 2026 ที่ 2.3% แม้การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง โดยการลงทุนในธุรกิจ AI และ Data Center การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงสนับสนุน ขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2026 อาจเปิดทางสู่การลงทุน 2–3 ล้านล้านบาท ช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ด้าน Valuation Forward P/E ของตลาดเมื่อไม่รวม DELTA อยู่ที่ราว 11.8 เท่า ขณะที่หุ้นประมาณ 60% ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และตลาดมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 3.9% สะท้อนว่าระดับมูลค่ายังไม่สูง แต่ต้องพิจารณาคุณภาพและแนวโน้มกำไรของแต่ละบริษัทประกอบด้วย
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้เป้าหมาย SET ระยะ 12 เดือนที่ 1,650 จุด หรือ Upside ราว 6% จากระดับอ้างอิง 1,564 จุด ณ 1 ต.ค. 2026 และคาด EPS ปี 2026 เติบโต 16% โดยความชัดเจนทางการเมือง ผลประกอบการ และเงินไหลเข้ากองทุนช่วงปลายปีอาจช่วยหนุนการฟื้นตัว การลงทุนจึงเน้นทยอยสะสมแบบ Selective ในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภายในประเทศและมีแนวโน้มกำไรชัดเจน พร้อมติดตามแรงกดดันจาก Bond Yield ราคาน้ำมัน และทิศทางเงินทุนต่างชาติ
เดือน ก.ย. ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ทำให้นักลงทุนปรับคาดการณ์ดอกเบี้ยสูงขึ้น ขณะที่การขาดดุลภาครัฐและการออกหุ้นกู้เพื่อรองรับการลงทุน AI เพิ่มความต้องการเงินทุนในระบบ โดยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวให้ผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรระยะสั้นในหลายประเทศพัฒนาแล้ว
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ: Yield อายุ 30 ปีขึ้นสู่ราว 5.6% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก Real Yield ที่เพิ่มขึ้นตามอุปทานพันธบัตร รวมถึงการระดมทุนของกลุ่ม Hyperscalers ซึ่งออกหุ้นกู้ระยะยาวกว่า 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026 แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเพื่อช่วยลดแรงกดดัน แต่ยังไม่สามารถหยุดการปรับขึ้นของ Yield โดยรวมได้ ส่วน Yield ระยะสั้นเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานและความคาดหวังต่อนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
พันธบัตรรัฐบาลยุโรปและญี่ปุ่น: Yield อายุ 30 ปีของอังกฤษและญี่ปุ่นอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 ขณะที่พันธบัตรยุโรปได้รับแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB การใช้จ่ายภาครัฐของเยอรมนี และความกังวลด้านหนี้สาธารณะของฝรั่งเศส โดยส่วนต่าง Yield ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสกับเยอรมนีเพิ่มขึ้นสู่ 119 bps สูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตหนี้ยูโรโซน ทั้งนี้ อังกฤษปรับการออกพันธบัตรไปสู่อายุสั้นมากขึ้น ช่วยลดความชันของ Yield Curve แต่ Yield โดยรวมยังสูงขึ้น
ด้าน Corporate Bonds ในเดือน ก.ย. Global Investment Grade ให้ผลตอบแทน -2.1% ขณะที่ Global High Yield ให้ผลตอบแทน -2.5% ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ แบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน โดยทั้งสองกลุ่มเผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield ที่ปรับขึ้นและ Credit Spread ที่กว้างขึ้น
แนวโน้มระยะถัดไป: Bond Yield ยังมีแนวโน้มผันผวนตามราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และอุปทานตราสารหนี้ โดยตลาดคาดว่า Fed, ECB และธนาคารกลางอังกฤษจะขึ้นดอกเบี้ยอีกแห่งละ 3–4 ครั้งภายในเดือน มิ.ย. 2027 อย่างไรก็ตาม หากแรงกดดันเงินเฟ้อผ่อนลง อาจเปิดโอกาสให้พันธบัตรฟื้นตัว การลงทุนจึงควรเน้นสร้างรายได้จากดอกเบี้ยควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง โดย BlackRock มองว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสั้นถึงปานกลางมีความน่าสนใจด้านรายได้เมื่อเทียบกับความเสี่ยง สำหรับ Corporate Bonds ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกผู้ออกตราสารที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อมปรับอายุตราสารให้เหมาะกับแนวโน้มดอกเบี้ย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างดอกเบี้ยรับ ความผันผวนของราคา และความเสี่ยงด้านเครดิต
ราคาทองคำ Spot เดือน ก.ย. แกว่งตัวในกรอบกว้างราว 4,111–4,510 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ก่อนปิดเดือนที่ประมาณ 4,156 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ลดลงราว -6.7% MoM โดย Bond Yield และเงินดอลลาร์ที่ปรับขึ้นเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคา
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง เงินเฟ้อ CPI และ PPI เดือน ส.ค. ที่สูงกว่าคาด และถ้อยแถลงเชิง Hawkish ของเจ้าหน้าที่ Fed ทำให้ตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านหนุนราคาน้ำมันและเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ ส่วนการประกาศซื้อคืนพันธบัตรของ U.S. Treasury ที่มีขนาดต่ำกว่าคาดยังไม่สามารถจำกัดการปรับขึ้นของ Yield ได้ โดย Real Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปีขึ้นเหนือจุดสูงสุดของปี 2023 เพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ
ด้านเงินทุน Global Gold ETF มีเงินไหลเข้าชะลอลง ก่อนพลิกเป็นเงินไหลออกรายสัปดาห์ครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.
แนวโน้มระยะถัดไป: ทองคำยังมีแนวโน้มผันผวนตาม Real Yield และเงินดอลลาร์ หากข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อชะลอลงจนลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ย อาจช่วยให้ราคาฟื้นตัว ขณะที่การกลับมาของเงินทุน ETF จะช่วยยืนยันแรงซื้อ อย่างไรก็ตาม หาก Yield และดอลลาร์ยังปรับขึ้นต่อ ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม
ตลาดเข้าสู่ไตรมาส 4 ท่ามกลางต้นทุนเงินทุนที่สูง ขณะที่ AI ยังหนุนการเติบโตของกำไร กลยุทธ์จึงเน้นเลือกธุรกิจที่เปลี่ยนการเติบโตเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้ พร้อมกระจายแหล่งผลตอบแทนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ต
ระยะใกล้ โอกาสยังอยู่ใน AI Infrastructure โดยเฉพาะธุรกิจที่ช่วยแก้ข้อจำกัดด้านกำลังผลิตและพลังงาน ระยะถัดไป ต้องติดตามการนำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และขยาย Margin ซึ่งอาจเปิดโอกาสลงทุนนอกกลุ่ม Technology รวมถึงบริษัทในยุโรป
1. เลือกกำไรที่รองรับต้นทุนเงินทุนสูง
เน้นฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดชัดเจน และความสามารถรักษา Margin โดยใช้ผลประกอบการไตรมาส 3 ประเมินว่าการเติบโตเป็นไปตามความคาดหวังและรองรับระดับราคาหุ้นในปัจจุบันได้เพียงใด
2. ลงทุนในคอขวดของ AI แบบ Selective
ให้ความสำคัญกับระบบไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า Semiconductor, Memory และ Data Center โดยพิจารณาคำสั่งซื้อ กำลังผลิต ภาระ Capex และ Valuation ควบคู่กัน พร้อมกระจายระหว่างสหรัฐฯ และผู้ผลิตในเอเชีย ทั้งนี้ BlackRock มองว่าการระดมทุนเพื่อสร้าง AI Infrastructure และการกู้ยืมภาครัฐกำลังเพิ่มความต้องการเงินทุนในระบบจึงต้องเลือกธุรกิจที่เติบโตได้โดยยังรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน
3. เสริมรายได้ประจำและกระจายความเสี่ยง
ใช้ดอกเบี้ยรับจากตราสารหนี้คุณภาพดี โดยบริหารอายุตราสารให้เหมาะสม ควบคู่กับหุ้นปันผลและทองคำในสัดส่วนที่เหมาะกับพอร์ต เพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงาน นโยบายธนาคารกลาง และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
Core Portfolio: ใช้ Global Equity ที่กระจายการลงทุนทั้งภูมิภาคและอุตสาหกรรมเป็นแกนหลัก ควบคู่กับตราสารหนี้คุณภาพดี โดยเน้นอายุสั้นถึงปานกลางเพื่อสร้างรายได้จากดอกเบี้ยรับและบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
Satellite Portfolio: ใช้ Barbell Strategy ผสานโอกาสเติบโตกับธุรกิจที่มีรายได้มั่นคง โดยฝั่งเติบโตเน้น AI และ AI Infrastructure ที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันและแนวโน้มกำไรชัดเจน ส่วนฝั่งเสริมความทนทานเน้นหุ้นปันผลคุณภาพ ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และ Healthcare พร้อมทยอยปรับน้ำหนักตามผลประกอบการและ Valuation
โครงสร้างนี้ช่วยให้พอร์ตได้รับประโยชน์จาก AI Investment Cycle ควบคู่กับการกระจายแหล่งผลตอบแทน ลดการกระจุกตัวในธีมเดียว และรักษาความยืดหยุ่นต่อทิศทาง Bond Yield และราคาพลังงาน
Source: Investing.com, Bloomberg, Morgan Stanley, BlackRock, JPMorgan, Goldman Sachs, Nomura, World Gold Council, Reuters, Janus Henderson Investors และ Lumen Vietnam Fund
Data as of : 7 Oct 2026
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน