Loading...
Loading...

ภาพรวมตลาด (Market Overview)
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากแรงกดดันของราคาน้ำมันและ Long-end Treasury Yield ที่ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี แม้ตลาดฟื้นตัวในวันศุกร์จากแรงซื้อใน Healthcare, Financials และ Materials แต่ยังไม่สามารถชดเชยแรงขายก่อนหน้าได้ ส่งผลให้ S&P 500 ลดลง -1.4% และ Nasdaq ลดลง -2.0% ยุติการปรับขึ้นติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ขณะที่ Dow Jones ลดลง -0.9% เป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน
Bond Yield กลับมาเป็นแรงกดดันต่อ Valuation โดย U.S. 10Y และ 30Y Treasury Yield ปิดสัปดาห์ที่ 4.734% และ 5.273% ตามลำดับ จากความกังวลด้าน Inflation, Fiscal Deficit และ Treasury Supply ส่งผลให้หุ้น Growth และ Technology เผชิญแรงขาย
Treasury Buyback ช่วยลดแรงกดดันได้เพียงชั่วคราว แม้รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10–30 ปีเป็น 28 USD bn จาก 14 USD bn แต่ Yield กลับมาปรับขึ้น เนื่องจาก Buyback ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรเท่านั้น ไม่ใช่ QE และไม่ได้เพิ่ม Liquidity ใหม่เข้าสู่ระบบ ขณะที่ Brent ปิดสัปดาห์ใกล้ 94 USD/บาร์เรล จากความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อ Inflation และ Long-end Yield
Macro และ Treasury Demand ยังไม่ส่งสัญญาณ Financial Stress โดย Initial Jobless Claims ลดลงเหลือ 206,000 ราย ขณะที่ Philly Fed สะท้อน Manufacturing Momentum ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ การประมูล 30Y TIPS ยังได้รับ Demand ที่ดีจากนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ ช่วยลดความกังวลเรื่องอุปสงค์ต่อพันธบัตรระยะยาว
ตลาดกำลังเกิด Sector Rotation มากกว่า Broad-based Risk-off โดยแรงซื้อเริ่มหมุนจาก Technology ไปยังกลุ่มที่มี Valuation ชัดเจนขึ้น โดยวันศุกร์ Dow Jones ฟื้นตัว +0.98% จาก Healthcare ขณะที่ Financials ได้แรงหนุนจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency หลัง Bitcoin เพิ่มขึ้น 22% ตลอดสัปดาห์
LHFund มองว่าการปรับฐานรอบนี้เป็น Valuation Reset มากกว่าจุดเริ่มต้นของ Risk-off เต็มรูปแบบ เนื่องจากเศรษฐกิจ Earnings และ Demand ต่อ Treasury ยังช่วยรองรับตลาด อย่างไรก็ตาม Long-end Yield ที่สูงจะทำให้ตลาดอ่อนไหวต่อ ทิศทางนโยบายของ Fed มากขึ้น
ข้อมูล ณ วันที่ 22 ส.ค. 69
Core Portfolio แนะนำจัดพอร์ตแบบ Core Portfolio โดยใช้ Global Equity และ Global Investment Grade Bond เป็นแกนหลัก
Satellite ใช้ Barbell Strategy ระหว่าง AI Infrastructure กับ Healthcare และหุ้นปันผลคุณภาพเพื่อช่วยลดความผันผวน พร้อมเพิ่มน้ำหนัก Energy บางส่วนเพื่อรับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
สัปดาห์หน้าจับตา: สุนทรพจน์ของประธาน Fed ในการประชุม Jackson Hole วันที่ 27–29 ส.ค. 69

พอร์ตเสริมเพิ่มโอกาสและกระจายการลงทุนสู่ธีมเด่นและภูมิภาคที่มีศักยภาพทั่วโลก ผ่าน 3 สไตล์ การลงทุน
Contrarian Strategy คัดเลือกธีมการลงทุนที่ตลาดยังให้น้ำหนักไม่มาก หรือยังไม่ได้สะท้อนมูลค่า โดยมองหาโอกาสจากปัจจัยพื้นฐาน หรือ catalyst ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าในอนาคต
LHQTUM
Quantum Computing ย่อตัวตามหุ้นเทคฯ – พอร์ตกระจายตัวช่วยรองรับ เปิดโอกาสสะสม กองทุนหลัก QTUM ETF ปรับตัวลงราว -5% ใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตามแรงขายในหุ้น Technology อย่างไรก็ตาม พอร์ตมีการกระ จายลงทุนใน Quantum, AI และ Semiconductor โดยมีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มี Earnings รองรับช่วยสร้างความมั่นคง เหมาะกับช่วงตลาดผันผวน จึงมองเป็นจังหวะทยอยสะสมเชิง Contrarian Strategy Conviction
เราขอแนะนำ กองทุน LHQTUM กองทุนควอนตัมกองแรกของประเทศไทย ลงทุนผ่าน ‘กองทุนหลัก’ Defiance Quantum ETF (QTUM) ครอบคลุมทั้งบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและ Pure-play Quantum
กรอบการลงทุน กอง Master: Defiance Quantum ETF (QTUM)แนวรับแรก USD 148.00 แนวต้านที่ USD 169.70 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับแรก USD 148.00 จะมี Expected Return ประมาณ 14.7%)
LHAI-INFRA
AI Infrastructure ปรับฐานแรง – พื้นฐานยังแข็งแกร่ง เปิดจังหวะทยอยสะสม กองทุนหลัก TCAI ETF ปรับตัวลงกว่า -10% ใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากความผันผวนของตลาด แต่พื้นฐาน AI Infrastructure ยังแข็งแกร่ง อีกทั้งพอร์ตมีการกระจายการลงทุนตลอดห่วงโซ่ AI Infrastructure เหมาะกับตลาดในช่วงผันผวน จึงมองเป็นจังหวะทยอยสะสมเชิง Contrarian Strategy Conviction
เราขอแนะนำ กองทุน LHAI-INFRA ลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ Tortoise AI Infrastructure ETF (TCAI) เพื่อรับโอกาสจากการขยายตัวของ AI Infrastructure Cycle กรอบการลงทุน กอง Master: Tortoise AI Infrastructure ETF (TCAI)แนวรับ USD 45.80 | แนวต้าน USD 56.30 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับแรก USD 45.80 จะมี Expected Return ประมาณ 22.9%)
Momentum Strategy คัดเลือกธีมการลงทุนที่อยู่ในช่วงการเติบโตเร่งตัว และได้รับแรงหนุนจากแนวโน้ม หรือปัจจัยบวกที่ชัดเจน เพื่อสร้างโอกาสจากทิศทางขาขึ้นของธีมในระยะกลาง
LHGAS
Natural Gas รับแรงหนุนจาก Supply Risk – ราคาพลังงานส่ง Momentum หุ้นต่อเนื่อง กองทุนหลัก FCG ETF ปรับตัวขึ้นตามแรงซื้อหุ้นผู้ผลิต Natural Gas ท่ามกลางราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงด้านอุปทานจากตะวันออกกลาง หนุน Momentum ของกลุ่ม Energy จึงเหมาะสำหรับการลงทุนตาม Momentum Strategy Conviction
เราขอแนะนำ กองทุน LHGAS ซึ่งลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ First Trust Natural Gas ETF (FCG) เพื่อเปิดรับโอกาสจาก Momentum ขาขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงด้านอุปทานจากตะวันออกกลาง
กรอบการลงทุน กอง Master: First Trust Natural Gas ETF (FCG) แนวรับ: USD 28.00 | แนวต้าน USD 32.85 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับ USD 28.00 จะมี Expected Return ประมาณ 17.3%)
LHGDIV
TDIV เดินหน้าขึ้นต่อ – เส้น EMA เรียงตัวเชิงบวก หนุน Momentum Strateg กองทุนหลัก TDIV ETF ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยราคายังยืนเหนือเส้น EMA 50, 100 และ 200 วัน ขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยยังเรียงตัวในเชิงบวก สะท้อนว่าแนวโน้มหลักยังแข็งแกร่ง จึงสนับสนุนการลงทุนตาม Momentum Strategy Conviction
เราขอแนะนำ กองทุน LHGDIV ลงทุนผ่าน ‘กองทุนหลัก’ VanEck Morningstar Developed Markets Dividend Leaders UCITS ETF (TDIV) ลงทุนในหุ้นปันผลคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสรับกระแสเงินปันผล
กรอบการลงทุน กอง Master: VanEck Morningstar Developed Markets Dividend Leaders UCITS ETF แนวรับแรก EUR 52.90 แนวต้านที่ EUR 57.00 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับแรก EUR 52.90 จะมี Expected Return ประมาณ 7.8%)
Medium-Term Strategy คัดเลือกธีมที่มีศักยภาพเติบโตเชิงโครงสร้างระยะยาว จากเมกะเทรนด์โลกและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน
LHAI
AI กำลังเปลี่ยนจากกระแสเทคโนโลยี สู่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ AI ยังคงเป็นเมกะเทรนด์ระยะยาว โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการนำ AI ไปใช้งานจริงในวงกว้าง และการลงทุนใน AI Infrastructure ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงยังมีความน่าสนใจภายใต้กรอบMedium-Term Strategy Conviction
เราขอแนะนำ กองทุน LHAI ลงทุนผ่าน ‘กองทุนหลัก’ Roundhill Generative AI & Technology ETF (CHAT) ซึ่งบริหารแบบ Active Management คัดเลือกบริษัทที่ได้ประโยชน์จาก Generative AI และ AI Infrastructure
กรอบการลงทุน กอง Master: Roundhill Generative AI & Technology ETF (CHAT) แนวรับ USD 86.00 | แนวต้าน USD 100.00 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับ USD 86.00 จะมี Expected Return ประมาณ 16.3%)
LHLONGEVITY
การรักษามะเร็งเข้าสู่ยุค Precision Oncology – เปิดโอกาสเติบโตระยะยาว หุ้นกลุ่ม Oncology ได้แรงหนุนต่อเนื่อง หลัง Moderna และ Merck รายงานผลเชิงบวกจากการทดลอง Phase 3 ของวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล ในผู้ป่วย Melanoma เพิ่มความเชื่อมั่นต่อผู้พัฒนายามะเร็งและเทคโนโลยีรักษาแบบมุ่งเป้า จึงยังคงมีความน่าสนใจภายใต้กรอบ Medium-Term Strategy Conviction
เราขอแนะนำ กองทุน LHLONGEVITY ลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ Tema Oncology ETF (CANC) เพื่อเข้าถึงโอกาสจากนวัตกรรมการรักษามะเร็งและความต้องการรักษาโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น
กรอบการลงทุน กอง Master: Tema Oncology ETF (CANC) แนวรับ USD 40 | แนวต้าน USD 46.52 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับ USD 40 จะมี Expected Return ประมาณ 16.3%)
*การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะใช้อ้างอิง ETF ที่มี Correlation ใกล้เคียงกับกองทุนดังกล่าว สำหรับกองทุนที่มีการบริหารเชิงรุก (Active) และไม่ใช่ ETF ข้อมูลแนวรับ แนวต้าน และ expected return เป็นการจัดทำโดยฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุนมิได้เป็นการรับประกันผลตอบจากการลงทุนแต่อย่างใด
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งอาจไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต